bookmark_borderแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสโคโรน่า

              เชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดไหนก็น่ากลัวด้วยกันทั้งหมดแต่ในตอนนี้ที่น่ากลัวมากที่สุดและควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดก็จะเป็นเชื้อโรคไวรัสโคโรน่าที่กำลังระบาดฆ่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ซึ่งการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นสามารถติดกันได้ง่ายมากเพียงแค่เราไปสัมผัสกับของเหลวที่มาจากร่างกายของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่เรามาดูกันว่าเราจะสามารถสัมผัสของเหลวของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างไรหากเราไม่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อโดยตรงมีแหล่งสะสมเชื้อโรคไหนบ้างที่จะทำให้เราอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้หากเราไปถูกเชื้อโรคที่อยู่บริเวณนั้นเข้า

               การติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั้นสามารถติดเชื้อได้จากการที่เราจัดประตูในกรณีที่เรามีการจับประตูซึ่งตอนนี้ได้มีการรณรงค์เกี่ยวกับการใช้ประตูว่าก่อนที่จะมีการเอามือจับไปที่ประตูนั้นควรจะต้องมีการฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเสียก่อนมีหลายคนจะใช้วิธีการหากระดาษทิชชูไปจับตรงที่จับประตูก่อนเลยไม่เอามือของเราไปสัมผัสที่ประตูโดยตรง ต่อมาก็เป็นปุ่มกดลิฟท์ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่าคนธรรมดาหรือคนป่วยก็ต้องใช้มือสัมผัสไปที่ปุ่มตัวเลขเพื่อจะได้กำหนดว่าจะลงออกจากลิฟท์ชั้นไหนดังนั้นผมก็ติดนี่เอง

จึงเป็นแหล่งเชื้อโรคชั้นดีทางที่ดีในการป้องกันการติดเชื้อเราควรจะใช้อะไรกดแทนนิ้วของเราไม่ว่าจะเป็นปากกา   หรือไปกุญแจ   หรือหากใครที่พกกระดาษทิชชู่ติดตัวไว้ก็สามารถนำกระดาษทิชชูลองนิ้วมือก่อนที่จะมีการกดลิฟท์ก็จะสามารถป้องกันเชื้อโรคได้รวมถึงการกดเงินจากตู้ atm ก็เช่นเดียวกันเพราะว่าจะต้องใช้นิ้วในการกดปุ่มต่างๆ

ซึ่งควรจะหาอะไรรองก่อนกดปุ่มจะดีที่สุดหลังจากที่มีการปุ่มเรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และในช่วงนี้นั้นการใช้ธนบัตรก็ยังมีผลกระทบต่อการที่จะทำให้เราติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้หากมีการรับธนบัตรมาจากคนอื่นหลังจากจับธนบัตรแล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดด้วยเจลล้างมือด้วยเช่นเดียวกันที่สำคัญอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์สำนักงานควรจะมีการนำเจลแอลกอฮอล์มาเช็ดทำความสะอาดอยู่ในบ่อยๆ

เพื่อที่จะได้เป็นการฆ่าเชื้อโรคไม่ให้สะสมอยู่ที่โทรศัพท์แล้วอย่าลืมทำความสะอาดโต๊ะทำงานของตนเองอย่างสม่ำเสมอโดยนอกจากจะใช้ผ้าชุบทำความสะอาดแล้วควรจะต้องเพิ่มการทำความสะอาดด้วยการใช้เจลทำความสะอาดเช็ดตามโต๊ะและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคไปในตัวแต่อย่าลืมว่าการรับพัสดุมาจากบุคคลอื่นก็อาจจะทำให้เราติดเชื้อโรคได้ได้นั้นก่อนที่จะมีการรับพัสดุมาควรจะใช้สเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดพัสดุนั้นก่อนที่เราจะมีการจับเพื่อความปลอดภัยและช่วยให้เราห่างไกลจากแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

bookmark_borderกินให้ผอม ไม่ต้องกลัวอด

 

การลดน้ำหนักหรือไดเอท ไม่ใช่เรื่องง่ายของใครหลายๆ ยิ่งต้องอดอาหารด้วย ยิ่งจะขาดใจกันเลยทีเดียว วันนี้เรามีเทคนิคการกินให้ผอม แถมไม่ต้องอดอาหารอีกตั้งหาก เทคนิคง่ายๆ สำหรับคนอยากผอม อยากหุ่นดี การกินก็ช่วยได้นะ 

เทคนิคที่นำมาฝากทุกคนวันนี้ เป็นวิธีง่ายๆไม่ยาก แต่ลองทำตามแล้วรับรองว่าดี แต่การกินอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ทำให้หุ่นคุณเฟิร์มหรอกนะ ยังไงก็อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะ งั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าเทคนิคการกินให้ผอมมีอะไรบ้าง

1.ดื่มน้ำก็กินอาหาร มีชัยไปกว่าครึ่ง

การดื่มน้ำก่อนกินอาหารประมาณ 30 นาที จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มและอยากอาหารน้อยลงด้วยนะ อันนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายที่สุด แต่การดื่มน้ำที่ดีก็อย่าดื่มเยอะจนเกินไปละ ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนกินอาหารสัก 30 นาทีก็พอนะ 

2.ดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวทุกเช้าหลังตื่นนอนดูสิ

น้ำอุ่นผสมมะนาว นี่ดีที่สุดเลยช่วงเช้า นอกจากจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นแล้ว ยังไปช่วยระบบขับถ่ายให้ทำงานให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย แถมมีประโยชน์ตรงที่จะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารหลังจากที่กินมื้อเช้าอีกด้วยนะ คุณจะไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปหลังกินมื้อเช้า

3.กินโปรตีนให้เยอะๆสิ 

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคุญใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้นคุณลองกินอาหารจำพวกโปรตีนสูงๆในมื้อเช้าของคุณสิ โปรตีนจะช่วยคุณในเรื่องการให้พลังงานและย่อยยากกว่าอื่นๆ ดังนั้นจะทำให้คุณร้สึกอิ่มนานและลดการอยากกินของจุบจิบได้ดีทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้วคุณลอง กินไข่ไก่ กินปลา กินอกไก่ ในมื้อเช้าดูสิ

4.กินน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หลายๆมื้อ ช่วยได้นะ 

คุณรู้รึไม่ ว่าการที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญคุณดีขึ้น คุณต้องลดจากกินอาหารมื้อใหญ่ๆ ทีเดียวเยอะๆ เพราะการที่คุณกินน้อยๆ แต่กินบ่อยๆ หลายๆมื้อ จะช่วยในการกระตุ้นระบบเผาผลาญของเราให้ทำงานตลอดทั้งวัน แต่ถึงยังไงคุณก็ควรจะเลือกกินอาหารที่ดีด้วยนะ จะได้ไม่ทำให้คุณอ้วน อย่างของหวาน ของทอด คุณก็ควรเลี่ยงหรืองดไปเลย เพราะการกินถี่ๆบ่อยๆ หากคุณเผลอกินของหวาน ของทอด ไปละก็ คุณจะอ้วนขึ้นไม่รู้ตัวเลยละ เพราะถึงระบบเผาผลาญจะดีขนาดไหน แต่คุณไม่เลือกกินอาหารดีๆ คุณก็มีโอกาสอ้วนนะ 

เห็นแล้วใช่มั้ยละว่า การกินจริงๆก็ช่วยให้คุณผอมได้นะ ลองไปทำดูสิ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

bookmark_borderประโยชน์ของมะพร้าว

มะพร้าวเป็นผลไม้ที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะคุณสมบัติที่ดีและเด่นของมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของมะพร้าวซึ่งส่วนต่างๆของมะพร้าวนั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำอาหารคาวหวานเพื่อบำรุงสุขภาพและรักษาอาการโรคต่างๆได้และการนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตน้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำตาล เป็นต้น ส่วนเนื้อกับน้ำมะพร้าวนั้นรู้หรือไม่ว่าก็เป็นส่วนที่ดีและมีประโยชน์แก่ร่างกายเช่นกัน

มะพร้าวเปรียบเสทอนพืชปริศนาบางคนก็บอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีมาก บางคนก็อาจจะบอกว่าไม่ดี ทุกอย่างนั้นถ้ามีการใช้ประโยชน์ตามหลักการก็คือว่าของบางอย่างนั้นดีแต่อาจจะไม่ดีกับในทุกๆคนนั่นเอง ไม่มีอะไรก็ตามหนึ่งอย่างที่สามารถจะรักษาได้ทุกโรคนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ของบางสิ่งที่เรากินนั้นเราอาจจะขาดในสารอาหารตัวนั้นก้จะทำให้เกิดผลดีต่อเราเพราะเรากำลังขาดสิ่งนั้นอยู่แต่เมื่อเราให้คนอื่นกินในคนอื่นอาจจะไม่ได้มีการขาดในสารอาหารเหมือนกับเราก็อาจจะทำให้เมื่อเค้าได้กินแล้วก็อาจจะไม่ดีกับตัวเค้านั่นเอง และถ้าเรามีการใช้สิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้องทุกอย่างในโลกนี้คือทางสายกลางนั่นเองควรจะใช้หรือกินในปริมาณที่ดีและเหมาะสมกับร่างกายนั่นเอง

มะพร้าวนั้นมีหลายประเภทตั้งแต่มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ ซึ่งในมะพร้าวอ่อนนั้นก็มีน้ำอยู่เยอะมีเนื้ออยู่น้อย ซึ่งในมะพร้าวอ่อนนั้นจะมีน้ำอยู่90%มีเนื้อ10% เปรียบเทียบได้คือถ้าหากแก่ขึ้นก็จะเนื้อมันขึ้นและมีน้ำน้อยลง น้ำมะพร้าวนั้นถือว่าเป็นน้ำแร่ธรรมชาติและประกอบไปด้วยวิตามินบีในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ มีแร่ ธาตุ มีแคลเซียมและอีกหลายๆตัว และสำหรับคนที่มีการออกกำลังหรือใช้ร่างกายหนักก็สามารถรับประทานมะพร้าวหนึ่งลูกก็ถือว่าดีและมีประโยชน์มากๆ น้ำมะพร้าวนั้นจะช่วยไปซ่อมแซมในส่วนที่ซึกหรอหลังจากที่ร่างกายมีการใช้งานหนักไปนั่นเอง แต่อย่างว่ามีข้อดีแล้วก็ต้องมีข้อเสีย ในน้ำมะพร้าวนั้นมีเกลือแร่ วิตามินเยอะและก็มีน้ำตาลเยอะด้วยและในเนื้อมะพร้าวนั้นก็มีไขมันเยอะด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนที่มีไขมันในเลือดสูงนั้นไม่ควรรับประทานมะพร้าวนั่นเองแต่ถ้าหากรับประทานก็ไม่ควรรับประทานเนื้อมะพร้าวเยอะหรือกะทินั่นเองเพราะกะทินั้นทำให้คลอเรสเตอรอลขึ้นนั่นเองก็อาจจะต้องมีการระวังในเรื่องนี้ด้วยในการที่จะรับประทาน 

เพราะฉะนั้นแล้วเนื้อมะพร้าวหรือกะทินั้นจะมีไขมันสูง น้ำมะพร้าวน้ำตาเยอะดังนั้นก็ต้องกินตามหลักที่ว่าควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมนั่นเอง อย่างมากก็ควรจะรับประทานไม่เกิน1ลูกก็เพียงพอแล้วบางคนคิดว่ารับประทานเยอะๆแล้วดีบางคนกินแทนวิตามินก็มีถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมากเลยทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยหุ้น

bookmark_borderสัญญาณอันตรายจากหู

สัญญาณอันตรายจากหู ได้ยินเสียงแบบนี้ต้องไปหาหมอ หูเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเพราะใช้ในการสื่อสาร ถ้าหูเกิดไม่ได้ยินก็จะมีกระทบต่อการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารลดลง เรามาเช็คกันดูว่าหูของคุณมีอาการแบบนี้หรือไม่ 

1.ได้ยินเสียงตุๆ เหมือนเสียงหัวใจเต้นในหู 

2.ได้ยินเสียงจี๊ดๆ เหมือนจิ้งหลีดร้องในหู 

3.หูดับฉับพลัน

4. ได้ยินเสียงคนพูดกันในหูโดยไม่มีคนอยู่ อาการทั้งหมดนี้คือ 4 สัญญาณอันตรายจากหูที่เป็นแล้วควรไปพบแพทย์ มาดูกันว่าทำไมไม่ควรเพิกเฉยกับ 4 สัญญาณดังกล่าวนี้  

-ได้ยินเสียงตุบๆ เหมือนเสียงหัวใจเต้นแต่ดังอยู่ในหู ให้ระวังความดัน ให้ลองวัดความดันว่าเกิน 180 หรือไม่ ถ้าความดันปกติแต่เสียงตุบๆยังไม่หายไป หรือดังขึ้นเรื่อย ๆ ควรจะตรวจดูความดันในหูชั้นกลาง ถ้าความดันในหูชั้นกลางสูงก็ต้องอาจทำซีทีสแกนสมองเพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเนื้องอกบางชนิด 

-ได้ยินเสียงจี๊ดๆ เหมือนจิ้งหลีดร้องในหู ถ้าได้ยินเสียงแบบนี้แล้วมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินเสียงเบาลงร่วมด้วย ให้ระวังโรคเส้นประสาทหูเสื่อม ซึ่งโรคประสาทหูเสื่อมนี้เป็นโรคที่คนเป็นกันเยอะ อายุ 30 ต้นๆ ก็เป็นกันได้ ไม่ใช่เป็นในเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น พบบ่อยกับผู้ที่เครียดจัดและรับประทานอาหารรสเค็มจัด 

-ไม่ได้ยินเสียงฉันพลัน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วหูดับหรืออื้อไปเลย ให้ระวังแก้วหูทะลุหรือมีอะไรอุดอยุ่ในรูหู 

-ได้ยินเสียงคนพูดกันในหู โดยที่รอบ ๆตัวไม่มีใครอยู่เลย ถ้าได้ยินเสียงคนคุยกันในหูอย่างชัดเจน หรือบางครั้งมีคนมาชวนเราคุยด้วย เป็นสัญญาณเริ่มต้นของคนไข้จิตเพศ 

ดังนั้นเมื่อเราพบเจอ 4 สัญญาณดังกล่าวนี้ให้รีบพบแพทย์ เพราะหูได้ส่งสัญญาณเตือนมาแล้วว่ามีอะไรที่ผิดปกติไป 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderดูแล ตับ ให้แข็งแรง

ตับ เป็นอวัยวะหนึ่งภายในร่างกายที่สำคัญเป็นอย่างมาก

เพราะจะเป็นอวัยวะที่คอยผลิตน้ำดี สะสมไกลโคเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และยังช่วยกำจัดพวกสารพิษสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้าไปสู่ภายในร่างกาย แต่ก็ใช่ว่าตับนั้นมีประสิทธิภาพการทำงานเหมือนเดิมอยู่อย่างสม่ำเสมอ การที่เรามีอายุเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป้นอวัยวะส่วนใดของร่างกายก็ล้วนแล้วแต่ที่จะมีประสิทธิภาพในการทำงานได้น้อยลงเช่นเดียวกัน นอกจากอายุที่จะเพิ่มมากขึ้นนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆที่จะส่งผลให้ตับนั้นเสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้อีกด้วย ต้องขอบอกก่อนเลยว่าได้มีการวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุดนั้นคือ มะเร็งตับ

สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งตับนั้นมาจากการดื่มเหล้า สุรา แอลกอฮอล์ นั้นเอง เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและหาซื้อได้ง่าย การที่ดื่มสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้ตับมีการสะสมของสารพิษเอาไว้มากซึ่งสามารถก่อให้เกิดการเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งในบทความนี้เราจะนำวิธีการบำรุงตับมาให้ทุกคนได้ทราบกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับตับหรือไม่เป็นก็ตามแต่ ก็ควรจะปฏิบัติเพื่อตับของคุณเอง แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมีดังนี้

1.ทานอาหารที่ช่วยในการบำรุงตับ อาหารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ควรเลือกทานอาหารที่เน้นต่อการบำรุงตับอย่างเช่น ขิง ที่เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบได้ดีเยี่ยม ซึ่งจะสามารถช่วยทำให้ตับกำจัดสารพิษที่อยู่ภายในร่างกายได้อย่างดี และยังช่วยในเรื่องของระบบไหวเวียนเลือดทำงานดี หรือ สาหร่าย ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารในการช่วยระบบการทำงานของตับ ที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและกำจัดสารพิษในร่างกาย อีกอย่างที่สำคัญนั้นก็คือ ผักใบเขียว ที่หลายๆคนไม่ชอบนั้นแหละคือแหล่งประโยชน์ชั้นดีเลยก็ว่าได้ เพราะจะช่วยทำให้ตับสะอาด เพิ่มกากใยให้ลำไส้ และยังช่วยแก้อาการท้องผูกกับระบบขับถ่ายด้วย

2.งดอาหารทอด อาหารมัน น้ำมันยังถือว่าเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่ก็ไม่ควรทานในปริมาณที่มากจนเกินไป ควรพยายามหลีกเลี่ยงและงด เพราะในอาหารประเภทนี้นั้นมีไขมันที่สูง จำนวนแคลอรี่ที่สูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถทำให้เกิดภาวะไขมนพอกตับได้

3.ไม่ควรทานยาเกินความจำเป็น การยาควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ยาชนิดนั้น ไม่ควรทานยาเกินจำนวนที่ถูกกำหนดเอาไว้ เพราะถ้าหากเราทานเกินจำนวนจะทำให้ตับทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษาค่าของตับให้อยู่ในระดับปกติ

4.เป็นร้อนในอย่าปล่อยไว้ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีความร้อนเกิดขึ้น และอวัยวะในร่างกายจะทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งจะต้องทานน้ำสมุนไพรเช่น น้ำใบบัวบก ฟ้าทลายโจร เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติ เมื่อหายแล้วควรหยุดทานเพื่อไม่ให้ร่างกายเย็นจนเกินไป

5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ถือว่าเป็นวิธีการทั่วไป แต่สำคัญเป็นอย่าง เพราะการพักผ่อนนั้นจะเป็นช่วงที่ทำให้อวัยวะภายในร่างกายได้ซ่อมแซมเพื่อเตรียมใช้งานในวันต่อๆไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderกลุ่มคนที่เสี่ยงอย่างมากที่จะต้องใช้เครื่องช่วยฟัง

ในปัจจุบันโลกของเรามีมลพิษทางเสียงเยอะขึ้นจากในสมัยก่อนมาก หากเปรียบเทียบกันแล้ว ยิ่งโลกมีวิวัฒนาการมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

เราในฐานะประชาชนพลเมืองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายที่จะมาจากการพัฒนาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน มีหลายสถานการณ์ที่หากเราเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว อาจทำให้เรามีปัญหาด้านการได้ยินซึ่งถ้ายังต้องอยู่หรือได้ยินเสียงแบบนั้นเป็นประจำอาจทำให้เรามีอาการหูหนวกและจำเป็นต้องใส่ เครื่องช่วยฟัง เพื่อให้เราได้ยินได้

สำหรับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังคือ

กลุ่มคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้เสียงดัง เช่น โรงงานหลอมเหล็ก โรงงานที่ต้องใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ โรงงานเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งโรงงานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อยที่เรานำมายกตัวอย่าง ยังมีอีกหลายโรงงานที่พนักงานต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียงที่ดังซึ่งจะส่งผลให้หูได้รับการบาดเจ็บภายในและอาจส่งผลต่อการได้ยินได้

กลุ่มพนักงาน Call Center ที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ พนักงานกลุ่มนี้แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง แต่การที่ต้องฟังเสียงนานๆก็มีผลต่อการได้ยินได้ ซึ่งหากพนักงานคนไหนยิ่งไปเพิ่มเสียงในสายให้ดังขึ้นก็จะมีผลต่อระบบหูภายในได้เร็วขึ้น เพราะการฟังเสียงดังนานๆ ถึงแม้เสียงจะไม่ได้ดังเท่ากับกลุ่มที่ทำงานโรงงานแต่เมื่อระบบภายในหูต้องใช้งานอย่างหนักในการฟังเป็นเวลานานทั้งวันเป็นเวลาหลายปี ระบบภายในหูก็อาจได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อการได้ยินได้

กลุ่มคนที่ต้องทำงานตามงานเทศกาลต่างๆ เช่น พวกนางรำ หรือกลุ่มคนที่ต้องเล่นดนตรีในงาน คนพวกนี้มักจะต้องอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ยิ่งหากใครที่ต้องทำหน้าที่อยู่ใกล้กับลำโพงจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อระบบหูมีปัญหาเรื่องการได้ยินเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ในงานรื่นเริงเจ้าภาพมักต้องการเปิดเพลงเสียงดัง ดนตรีดังๆ เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของเครื่องเสียงในงานว่าเยี่ยมยอดแค่ไหน

พระที่วัดก็สุ่มเสี่ยงต่อการต้องใช้เครื่องช่วยฟังเหมือนกัน เพราะบางวัดจะมีการจัดให้มีจุดกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์ วัดไหนที่ไปขอแล้วคนขอสมหวังดังที่ขอไว้ก็จะมีการมาแก้บนและการแก้บนส่วนใหญ่ก็จะมีทั้งการเล่นดนตรี การจุดประทัดแก้บน ซึ่งเสียงที่ดังเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการได้ยินของหูทั้งสิ้น หากยืนอยู่ใกล้ตรงที่เขาจุดประทัดอาจมีอาการหูอื้อและนานไปอาจจะไม่ได้ยินเสียง จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังได้

bookmark_borderอาการปวดข้อเท้าเกิดจากอะไร  

อาการปวดข้อเท้าเกิดจากสาเหตุอะไร  

อาการปวดข้อเท้าคือเรานั้นไม่สบายหรือว่าปวดส่วนใดส่วนหนึ่งของข้อเท้าซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุตั้งแต่เรานั้นข้อเท้าอักเสบแบบธรรมดาจนไปถึงกระดูกหัก  และบางครั้งหากเรานั้นมีอาการที่ปวดอาจจะทำให้เรานั้นเดินไม่ได้หรือว่าเดินลำบาก หรือว่าเดินไม่ได้เลย ซึ่งเรานั้นมีอาการปวดเราอาจประคบเท้า หรือว่าเรานั้นพักข้อเท้าโดยการที่เรานั้นไม่ค่อยเดินหรือว่าเรานั้นจะไปหาหมอเพื่อที่จะให้หมอนั้นแนะนำหรือว่าเพิ่มเติมตามแต่กรณี 

นอกจากอาการปวดเท้า ผู้ป่วยอาจปรากฏอาการอื่นๆร่วมด้วยถ้าหากว่ามีอาการบวมร่วมด้วยหรือว่าแดง  มีรอยช้ำ เมื่อเรานั้นมีอาการปวดมาสักอาทิตย์หรือว่าสองอาทิตย์ แล้วในขณะที่เท้าเรานั้นบวมด้วยไม่มีทีท่าว่าจะยุบลงเลย และเมื่อได้ยินเสียงกรอบแกรบพร้อมกับว่ากระดูกข้อต่อเรานั้นปวดซึ่งทำให้เรานั้นไม่สามารถขยับได้ มีแผลที่ข้อเท้าไหมหรือว่าข้อเท้าผิดรูป  สาเหตุของอาการปวดข้อเท้าคือเกิดจากได้หลายสาเหตุทั้งการบาดเจ็บที่กระดูกข้อเท้า การบาดเจ็บที่เส้นเอ็นข้อเท้าหรือว่าเกิดจากภาวะข้อต่ออักเสบ โดยอาการที่มีสาเหตุที่ทำให้ข้อเท้าเรานั้นปวดมีดังต่อไปนี้ 

 เอ็นอักเสบ บวม ฉีก หรือขาดจากสาเหตุอื่นอย่างเช่นข้อเท้าเรานั้นพลิก 

ข้อเท้าบิดผิดรูป เอ็นร้อยหวายอักเสบ ข้อเท้าเอ็นเท้านั้นอักเสบและเส้นประสาทบริเวณข้อเท้านั้นอักเสบ  ติดเชื้อในกระดูกข้อเท้าหัก หรือไม่เรานั้นก็เป็นโรคเก๊าท์ หรือว่าโรคข้อเสื่อม และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

การวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้า แพทย์อาจวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้า ด้วยการถามประวัติและข้อมูลต่างของผู้ป่วย เช่นลักษณ์ของอาการและระยะเวลาที่อาการนั้นปวดการเกิดจากการที่เรานั้นบาดเจ็บหรือว่าเรานั้นใช้ข้อเท้าหรือว่าจะเป็นโรคประจำตัวที่อาจเกิดขึ้นหรือว่าเกี่ยวข้องกับอาการปวดและนอกจากนี้แพทย์นั้นจะตรวจข้อเท้าเพื่อที่จะดูว่ามีอื่นที่ผิดปกติเพิ่มหรือไม่  เช่นอาการบวม แดง กดแล้วเจ็บโดยที่แพทย์นั้นจะทดสอบเพียงวิธีเดียวหรือว่าอาจใช้หลายวิธีวินิจฉัยร่วมกัน แต่ถ้าแพทย์สงว่าข้อเท้าหักแพทย์จะเอกซเรย์ข้อเท้าเป็นต้น 

การรักษาอาการปวดข้อเท้า

หากอากรปวดข้อเท้าที่ไม่รุนแรกมากนักผู้ป่วยนั้นอาจจะรักษาอาการปวดเท้าได้ด้วยตนเองตาวิธีดังต่อไปนี้

  • ควรพักข้อเท้าอย่างน้อยสักสองสามวันเพื่อที่ให้ข้อเท้านั้นหยุดพักในการใช้งานหรือว่าเรานั้นหาไม้คล้ำยันเพื่อที่ไม่ให้เท้านั้นรับน้ำหนักเกิน
  • หลังจากที่เรานั้นได้รับอุบัติเหตุเรานั้นก็ควรที่จะประคบเย็นด้วยน้ำแข็งสัก 15-20 นาทีและทิ้งช่วงไปสักพักจากนั้นก็มาประคบใหม่เพื่อที่ไม่ให้เกิดอาการบวมและลดอาการบาดเจ็บ
  • ประคองข้อเท้าโดยการใช้ผ้ายืดพันเท้าเอาไว้เพื่อที่จะประคองเท้าไม่ให้เคลื่อนไหวมาก แต่ว่าห้ามรัดแน่นจนอาจจะทำให้เลือดเรานั้นคล้ำได้
  • การยกเท้าให้สูงเมื่อเรานั้นนอนเราควรที่จะยกเท้าให้สูงเหนือกว่าหัวใจโดยที่เรานั้นใช้หมอนสักสองใบมาหนุนรองไว้ใต้ข้อเท้า 

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderมีใครที่เคยเป็น “ฝี” กันบ้างหรือไม่เอ่ย ?

มีใครที่เคยเป็น “ฝี” กันบ้างหรือไม่เอ่ย ?
ใครบ้างที่มีประสบการณ์การความทรมาทรกรรมที่เคยเป็นฝี จะมีลักษณะตุ่มๆ กดแล้วเจ็บ เสมือนสิวแต่ว่าไม่ใช่สิว และที่สำคัญ ถ้าหากมีหนองขึ้นมายิ่งเจ็บ ยิ่งหายยาก ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่อาจไม่รู้เรื่องว่าเป็นสิวขนาดใหญ่ และก็ลงมือบีบหนองเอง แต่ว่าจริงๆแล้วถ้าเกิดเป็นฝี ควรจะให้หมอกระทำการรักษาอย่างถูกทางจะเหมาะสมที่สุด เพราะว่าการดูแลรักษาเองโดยผิดแนวทาง เสี่ยงอักเสบ เป็นแผลใหญ่ แล้วก็อาการหนักรักษายากกว่าเดิม

เพราะเหตุใดพวกเราถึงเป็น “ฝี” ?
ฝี เป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อร่างกายเปรอะเปื้อน อ่อนแอ แล้วก็มีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคแบคทีเรียง่าย นอกเหนือจากนั้นคนป่วยโรคเบาหวานที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ก็เสี่ยงเป็นฝีได้มากกว่าคนธรรมดา โดยฝีมักเกิดขึ้นรอบๆ ที่เกิดแบคทีเรียได้ง่าย ดังเช่นว่า รอบๆ ที่เป็นที่อับเปียกชื้นต่างๆ

รักษา “ฝี” ยังไง ถึงจะไม่เป็นอันตราย ?
ตามธรรมดาแล้วฝีสามารถหายไปได้เอง อาการก็จะดีขึ้น แม้ผู้ใดกันที่มีฝีอยู่ ควรจะดูแลให้ถูกแนวทาง ดังต่อไปนี้

1. ประคบฝีด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น ทีละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง การประคบฝีด้วยน้ำอุ่น จะก่อให้เส้นโลหิตรอบๆ ที่เกิดฝีไหลเวียนได้ดีขึ้น ฝีจะแตกเองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

2. หมั่นล้างมือของตนให้สะอาด ถ้านำมือของตนเองที่ไม่สะอาดไปสัมผัสกับฝี อาจส่งผลให้ฝีติดเชื้อโรคได้ง่ายดายกว่าเดิม และบางทีอาจยังเป็นการกระจายเชื้อแบคทีเรียไปยังคนอื่นๆ ได้อีกด้วย

3. อย่าบีบ คาดคั้น หรือเจาะฝีที่ยังไม่สุก (ไม่มีหัวหนอง) เนื่องจากว่าเชื้อโรคบางทีอาจแพร่กระจายไปยังรอบๆ ใกล้เคียงได้

4. ฝีควรมีอาการที่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ถ้ายังไม่ดีขึ้น มีขนาดใหญ่ไม่ปกติ หรือเผลอบีบฝีไปเองแล้ว ควรจะเจอหมอเพื่อชำระล้าง และกระทำการรักษาฝีให้ถูก เพื่อคุ้มครองป้องกันการได้รับเชื้อ และการเป็นซ้ำๆ ซากๆ

bookmark_borderการรับประทานอาหารสำหรับคนผอม

ผอมก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางคนที่กินเท่าไหร่ก็ดูจะไม่อ้วนเลย ช่างดูเป็นคนที่น่าอิจฉาของคนทั่วไปจำนวนมาก แต่ใจจริงสำหรับคนที่ผอมบางคนนั้น เขาก็อยากจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ผอมถึงขนาดนี้ ไม่ได้อยากผอมแบบนี้ และพยายามที่จะกินให้มากเข้าไว้ แต่กินเท่าไรก็ไม่ยอมอ้วนสักที ผอมไปใส่อะไรก็ไม่สวย เสื้อผ้าก็แทบจะไปใส่เสื้อผ้าเด็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนผอม หลายๆ คนก็ไม่ได้โอเคไปซะหมด เคยสังเกตเพื่อนๆ รอบกายคุณไหม? บางคนกินเหมือนแมวดม แต่อ้วนเอาๆ ในขณะที่บางคนกินเยอะมาก แต่กลับไม่เคยอ้วนเลย

สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองผอมเกินไป วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ผอมเกินไปและรู้สึกอยากจะเพิ่มน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา ทั้งดีต่อสุขภาพ และดีต่อรูปร่าง วิธีการที่เราจะแนะนคือการเลือกรับประทานอาหารซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อย่างไรก็ตามทุกคนคงคุ้นเคยกับเกณฑ์น้ำหนักตามาตรฐานที่ต้องสมดุลกับความสู้งมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะฉะนั้นคงจะทราบดีว่าการมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน บางครั้งก็แสดงถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

การรับประทานอาหารสำหรับคนผอม

วิธีเพิ่มน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป

1. กินมากกว่าที่ใช้ ร่างกายของเราเมื่อบวกลบคูนหารไปแล้วย่อมมีพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน หากเรากินได้มากกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ พลังงานที่ได้รับควรมาจากอาหารที่มีประโยชน์

2. หลีกเลี่ยงอาหาร junk food หรืออาหารที่เน้นไขมันจนเกินไป เนื่องจากอาหารเหล่านั้น มีไขมันและโซเดียมสูง ถึงแม้จะทำให้น้ำหนักเพิ่มก็จริง แต่ในแง่ของสุขภาพแล้ว ไม่เป็นผลดีเลย เพราะอาจทำให้เกิดคอลเรสเตอรอลตกค้างได้

3. แบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น จากเดิมที่กินอาหารแค่ 3 มื้อหลัก แต่ให้แบ่งเป็น 5-6 มื้อต่อวัน

4. อาหารมื้อหลักให้เน้นโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น โดยเฉพาะปลานึ่ง

5. อาหารว่างระหว่างมื้อควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ขนมปังโฮลวีต หรือคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ อย่างข้าวโพด เผือก หรือมันอบ

6. ควรดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำทุกวัน จะช่วยเพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกายได้ดี

สำหรับคำแนะนำในเรื่องของอาหารผู้ที่มีรูปร่างผอม หัวใจหลักเลย คือ การรับประทานให้มากพอที่ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างพอเหมาะ เน้นทานสิ่งที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ไม่ท่านอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป จนกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ควบคู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็อยากจะแนะนำเพิ่มอีกนิดว่าควรจะได้รับการตรวจสุขภาพทุกปีจะทำให้เราทราบว่าสุขภาพเรายังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ พร้อมที่จะใช้ชีวิตได้อย่าง

bookmark_borderทำความรู้จัก ‘มะเร็งกล่องเสียง’ กันดีกว่า

มะเร็งกล่องเสียง เจอเร็ว รักษาได้
จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งกล่องเสียง หากไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง มักจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี เพราะมะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะไปอุดกล่องเสียงทำให้การหายใจติดขัดไม่สะดวก และอวัยวะที่อยู่ใหล้เคียง ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่ของลำคอก็โดนมะเร็งลุลามทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือลุกลามไปกดหลอดอาหาร ทำให้การกลืนอาหารเป็นไปได้ยากหรือไม่สามารถทำได้ เป็นต้น แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถช่วยให้หายขาด และพูดได้เป็นปกติ หรือแม้ในรายที่เป็นระยะลุกลาม และได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ก็มักจะมีชีวิตยืนยาว และสามารถฝึกพูดจนสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้

การรักษามะเร็งกล่องเสียง
ในการจะรักษา ลำดับแรกเลยคือผู้ป่วยต้อองรู้ตนเอง หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรรีบมาพบแพทย์ เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง แพทย์จะให้การรักษา โดยแนวทางการรักษาเป็นดังต่อไปนี้

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียงเป็นระยะแรกเริ่ม คือ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ฉายรังสี หรือเลือกที่จะผ่าตัดไปเลย ซึ่งต้องเลือกเพียงวิธีเดียว ซึ่งผลของการรักษาต้องได้เท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้การฉายรังสีรักษามะเร็งกล่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตรงที่เป็นการให้รังสีกำลังสูง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง สามารถใช้รักษามะเร็งกล่องเสียงระยะแรกให้หายขาดได้ และไม่ทำลายกล่องเสียง ทำให้ผู้ป่วยสามารถพูดได้เป็นปกติ ส่วนในการผ่าตัด มักจะผ่าตัดกล่องเสียงออกบางส่วนเท่านั้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถพูด และกินอาหารได้ตามปกติ โดยอาจมีเสียงแหบบ้าง

ถ้าเป็นระยะลุกลาม คือ ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ที่ยังไม่มีการแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต ด้วยความที่เป็นระยะลุกลามแล้ว การรักษาจะเป็นการใช้การรักษาร่วมกัน หลายๆ วิธี โดยอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงแบบตัดออกทั้งหมด รวมทั้งจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองที่มีอาการโต หรืออวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมไปกับการฉายรังสี นอกจากนี้บางรายที่เข้าสู่ระยะลุกลามแบบหนักมากๆ โดยอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อให้การฆ่าเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น  ทั้งนี้ด้วยการรักษาอย่างหนักหน่วงนี้จะทำให้หลังผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยจะพูดไม่ได้เป็นปกติ แต่สามารถจะรับประทานอาหารได้ปกติในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยยังคงจะต้องฝึกการพูดแบบไม่มีกล่องเสียง โดยการกลืนลมเร็ว ๆ แล้วเอาลมจากกระเพาะอาหารย้อนผ่านหลอดอาหารออกมาเป็นเสียง (esophageal speech) หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพูด (electrolarynx) ซึ่งเป็นเครื่องแปลงการสั่นของกล้ามเนื้อเป็นเสียง หรืออาศัยรูที่เจาะระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร

ทั้งนี้ แพทย์หู คอ จมูก, แพทย์รังสีรักษา และแพทย์อายุรกรรมด้านมะเร็ง จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางวิธีการรักษา โดยประเมินจากความรุนแรง และ ระยะของมะเร็ง, ความพร้อมในด้านต่างๆ ของสถาบันที่ให้การรักษา รวมถึงสภาพของผู้ป่วยด้วย

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งกล่องเสียง
ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันมะเร็งกล่องเสียงได้ 100% แต่ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่น ใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ กรดกำมะถัน ควัน สารเคมี มลพิษ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้
  • ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตามอาการเริ่มแรกของการป่วยเป็นมะเร็งกล่องเสียง ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบเป็นสำคัญ ถ้าหากผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการเสียงแหบ หรือมีอาการเจ็บคอยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ชายสูงอายุที่ มีประวัติสูบบุหรี่จัด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมมานาน ควรรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งระยะแรก ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้