bookmark_borderการรับประทานอาหารสำหรับคนผอม

ผอมก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางคนที่กินเท่าไหร่ก็ดูจะไม่อ้วนเลย ช่างดูเป็นคนที่น่าอิจฉาของคนทั่วไปจำนวนมาก แต่ใจจริงสำหรับคนที่ผอมบางคนนั้น เขาก็อยากจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่ผอมถึงขนาดนี้ ไม่ได้อยากผอมแบบนี้ และพยายามที่จะกินให้มากเข้าไว้ แต่กินเท่าไรก็ไม่ยอมอ้วนสักที ผอมไปใส่อะไรก็ไม่สวย เสื้อผ้าก็แทบจะไปใส่เสื้อผ้าเด็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนผอม หลายๆ คนก็ไม่ได้โอเคไปซะหมด เคยสังเกตเพื่อนๆ รอบกายคุณไหม? บางคนกินเหมือนแมวดม แต่อ้วนเอาๆ ในขณะที่บางคนกินเยอะมาก แต่กลับไม่เคยอ้วนเลย

สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองผอมเกินไป วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ผอมเกินไปและรู้สึกอยากจะเพิ่มน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมา ทั้งดีต่อสุขภาพ และดีต่อรูปร่าง วิธีการที่เราจะแนะนคือการเลือกรับประทานอาหารซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อย่างไรก็ตามทุกคนคงคุ้นเคยกับเกณฑ์น้ำหนักตามาตรฐานที่ต้องสมดุลกับความสู้งมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะฉะนั้นคงจะทราบดีว่าการมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน บางครั้งก็แสดงถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

การรับประทานอาหารสำหรับคนผอม

วิธีเพิ่มน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป

1. กินมากกว่าที่ใช้ ร่างกายของเราเมื่อบวกลบคูนหารไปแล้วย่อมมีพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน หากเรากินได้มากกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ พลังงานที่ได้รับควรมาจากอาหารที่มีประโยชน์

2. หลีกเลี่ยงอาหาร junk food หรืออาหารที่เน้นไขมันจนเกินไป เนื่องจากอาหารเหล่านั้น มีไขมันและโซเดียมสูง ถึงแม้จะทำให้น้ำหนักเพิ่มก็จริง แต่ในแง่ของสุขภาพแล้ว ไม่เป็นผลดีเลย เพราะอาจทำให้เกิดคอลเรสเตอรอลตกค้างได้

3. แบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น จากเดิมที่กินอาหารแค่ 3 มื้อหลัก แต่ให้แบ่งเป็น 5-6 มื้อต่อวัน

4. อาหารมื้อหลักให้เน้นโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น โดยเฉพาะปลานึ่ง

5. อาหารว่างระหว่างมื้อควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ขนมปังโฮลวีต หรือคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ อย่างข้าวโพด เผือก หรือมันอบ

6. ควรดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำทุกวัน จะช่วยเพิ่มแคลอรี่ให้กับร่างกายได้ดี

สำหรับคำแนะนำในเรื่องของอาหารผู้ที่มีรูปร่างผอม หัวใจหลักเลย คือ การรับประทานให้มากพอที่ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างพอเหมาะ เน้นทานสิ่งที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ไม่ท่านอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป จนกลายเป็นไขมันส่วนเกิน ควบคู่กับการออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็อยากจะแนะนำเพิ่มอีกนิดว่าควรจะได้รับการตรวจสุขภาพทุกปีจะทำให้เราทราบว่าสุขภาพเรายังแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ พร้อมที่จะใช้ชีวิตได้อย่าง

bookmark_borderทำความรู้จัก ‘มะเร็งกล่องเสียง’ กันดีกว่า

มะเร็งกล่องเสียง เจอเร็ว รักษาได้
จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งกล่องเสียง หากไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง มักจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี เพราะมะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะไปอุดกล่องเสียงทำให้การหายใจติดขัดไม่สะดวก และอวัยวะที่อยู่ใหล้เคียง ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่ของลำคอก็โดนมะเร็งลุลามทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือลุกลามไปกดหลอดอาหาร ทำให้การกลืนอาหารเป็นไปได้ยากหรือไม่สามารถทำได้ เป็นต้น แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถช่วยให้หายขาด และพูดได้เป็นปกติ หรือแม้ในรายที่เป็นระยะลุกลาม และได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ก็มักจะมีชีวิตยืนยาว และสามารถฝึกพูดจนสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้

การรักษามะเร็งกล่องเสียง
ในการจะรักษา ลำดับแรกเลยคือผู้ป่วยต้อองรู้ตนเอง หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรรีบมาพบแพทย์ เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง แพทย์จะให้การรักษา โดยแนวทางการรักษาเป็นดังต่อไปนี้

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียงเป็นระยะแรกเริ่ม คือ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ฉายรังสี หรือเลือกที่จะผ่าตัดไปเลย ซึ่งต้องเลือกเพียงวิธีเดียว ซึ่งผลของการรักษาต้องได้เท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้การฉายรังสีรักษามะเร็งกล่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตรงที่เป็นการให้รังสีกำลังสูง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง สามารถใช้รักษามะเร็งกล่องเสียงระยะแรกให้หายขาดได้ และไม่ทำลายกล่องเสียง ทำให้ผู้ป่วยสามารถพูดได้เป็นปกติ ส่วนในการผ่าตัด มักจะผ่าตัดกล่องเสียงออกบางส่วนเท่านั้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถพูด และกินอาหารได้ตามปกติ โดยอาจมีเสียงแหบบ้าง

ถ้าเป็นระยะลุกลาม คือ ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ที่ยังไม่มีการแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต ด้วยความที่เป็นระยะลุกลามแล้ว การรักษาจะเป็นการใช้การรักษาร่วมกัน หลายๆ วิธี โดยอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงแบบตัดออกทั้งหมด รวมทั้งจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองที่มีอาการโต หรืออวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมไปกับการฉายรังสี นอกจากนี้บางรายที่เข้าสู่ระยะลุกลามแบบหนักมากๆ โดยอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อให้การฆ่าเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น  ทั้งนี้ด้วยการรักษาอย่างหนักหน่วงนี้จะทำให้หลังผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยจะพูดไม่ได้เป็นปกติ แต่สามารถจะรับประทานอาหารได้ปกติในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยยังคงจะต้องฝึกการพูดแบบไม่มีกล่องเสียง โดยการกลืนลมเร็ว ๆ แล้วเอาลมจากกระเพาะอาหารย้อนผ่านหลอดอาหารออกมาเป็นเสียง (esophageal speech) หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพูด (electrolarynx) ซึ่งเป็นเครื่องแปลงการสั่นของกล้ามเนื้อเป็นเสียง หรืออาศัยรูที่เจาะระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร

ทั้งนี้ แพทย์หู คอ จมูก, แพทย์รังสีรักษา และแพทย์อายุรกรรมด้านมะเร็ง จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางวิธีการรักษา โดยประเมินจากความรุนแรง และ ระยะของมะเร็ง, ความพร้อมในด้านต่างๆ ของสถาบันที่ให้การรักษา รวมถึงสภาพของผู้ป่วยด้วย

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งกล่องเสียง
ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันมะเร็งกล่องเสียงได้ 100% แต่ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่น ใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ กรดกำมะถัน ควัน สารเคมี มลพิษ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้
  • ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตามอาการเริ่มแรกของการป่วยเป็นมะเร็งกล่องเสียง ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบเป็นสำคัญ ถ้าหากผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการเสียงแหบ หรือมีอาการเจ็บคอยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ชายสูงอายุที่ มีประวัติสูบบุหรี่จัด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมมานาน ควรรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งระยะแรก ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

bookmark_borderฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยอะไร

การเล่นกีฬาและออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพกายใจแข็งแรง โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 10-30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน แต่สำหรับบางคนการออกกำลังกายให้ได้ตามเป้ากลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจมี ความขี้เกียจ หรือความเบื่อหน่าย เข้ามาเป็นอุปสรรคที่ทำให้คุณหมดไฟ หรือหมดสนุกกับการออกกำลังกาย แต่ปัญหานี้จะหมดไป หากคุณรู้จักกับตัวช่วยดีๆ อย่างการ ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย ที่นอกจากจะช่วยแก้เบื่อได้แล้ว ยังช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมายเลยทีเดียว

ข้อดีของการฟังเพลงตอนออกกำลังกาย
1. ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้หนักขึ้น
หากออกกำลังกายแล้วรู้สึกเบื่อ หรือออกกำลังกายได้แป๊บเดียวก็เหนื่อย ให้คุณลองสร้างเพลย์ลิสต์เพลงสำหรับออกกำลังกายเอาไว้และเปิดฟังตอนออกกำลังกายครั้งต่อไปดู เพราะมีผลการวิจัยระบุว่า ผู้ที่ฟังเพลงตอนออกกำลังกายสามารถออกกำลังกายได้หนักขึ้น อีกทั้งการฟังเพลงยังช่วยให้สามารถออกกำลังกายซ้ำๆ หรือออกกำลังกายประเภทฝึกความอึดหรือฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้หนักและนานขึ้น โดยที่คุณรู้สึกเหนื่อยช้าลงด้วย

2. ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า อาสาสมัครที่ฟังเพลงตอนออกกำลังกายมีระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) หรือสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ “ฮอร์โมนรู้สึกดี” สูงขึ้น จึงทำให้ออกกำลังกายแล้วรู้สึกอารมณ์ดี

3. ทำให้จิตใจสงบ
เพลงที่มีจังหวะ หรือช่วงความเร็วคงที่ อยู่ที่ 80-115 ครั้งต่อนาที (BPM) เช่น เพลงบัลลาด เพลงคลาสิก สามารถช่วยให้หัวใจคุณเต้นช้าลง และช่วยลดความวิตกกังวลก่อนลงสนาม ออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง หรือเล่นกีฬาต่างๆ ได้ ไม่ใช่แค่จังหวะดนตรี แต่เนื้อเพลงและความรู้สึกที่คุณมีต่อเพลงนั้นๆ ก็สามารถช่วยให้คุณผ่อนคลายและรู้สึกสงบได้เช่นกัน

4. ช่วยให้ร่างกายทำงานประสานกันมากขึ้น
เสียงเพลงไม่ได้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายเฉพาะตอนที่คุณเต้นเท่านั้น ไม่ว่าจะออกกำลังกายประเภทใด หากคุณฟังเพลงไปด้วย จะช่วยให้ร่างกายของคุณเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นจังหวะ และทำงานประสานกันได้ดีมากขึ้น จากการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยเพิ่มคลื่นไฟฟ้าในสมองส่วนที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างสัมพันธ์กัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงเพลงถึงช่วยให้คุณทำท่าในคลาสแอโรบิก หรือ HIIT ตามผู้ฝึกสอนได้ง่ายขึ้น

5. ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย… เวิร์กเอาท์ได้สนุกกว่า
หากใครเคยเข้าคลาสออกกำลังกายที่มีเพลงประกอบเร้าใจ เช่น คลาสปั่นจักรยาน ก็คงจะทราบดีว่า การฟังเพลงสามารถช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากการออกกำลังกายสุดโหด ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น และสนุกขึ้นแค่ไหน จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีอาสาสมัครเข้าร่วมจำนวน 34 คนพบว่า การฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนานกว่าการดูคลิปแบบไม่ฟังเสียงเสียอีก

6. ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บ
งานศึกษาวิจัยในอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งอาชีพจำนวน 26 คนพบว่า การฟังเพลงที่มีจังหวะในช่วง 130-200 ครั้งต่อนาที (BPM) จะทำให้นักวิ่งเร่งและชะลอฝีเท้าไปตามจังหวะเพลง แต่หากเลือกเพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้นเป็นช่วง 160-180 ครั้งต่อนาที (BPM) การวิ่งแต่ละก้าวจะสั้นลง จึงช่วยลดแรงกด และแรงกระแทก รวมไปถึงช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

7. ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
งานวิจัยในอาสาสมัคร 60 คนพบว่า การฟังเพลงช้าหลังจากออกกำลังกายเสร็จ สามารถช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจ และระดับความดันโลหิตลดลง ทั้งยังทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วกว่าการฟังเพลงเร็ว หรือการนั่งพักในที่เงียบๆ นอกจากนี้การเลือกเพลงที่เหมาะสมยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดผลกระทบจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

bookmark_borderสาเหตุที่ทำให้เป็นไขมันพอกตับ

พูดถึงเรื่อง”ตับ” นึกถึงอะไรได้บ้าง?

บางคนตอบ อวัยวะอย่างหนึ่งในร่างกาย บางคนตอบอาหารน้องสุนัขที่บ้าน หรือ บางคนตอบหน่วยของการตบมุกตลกรึเปล่า… ในปัจจุบัน

คนเราชอบเอาศัพท์ปกติไปใช้แทนในความหมายต่างๆ บ้างก็ตรงความหมาย บ้างก็ไม่ใกล้เคียงต้นฉบับเลยอย่างคำว่า “ตำ” เราก็คิดว่ามันก็คือการ ตำ เป็นกริยาอย่างหนึ่ง ตำน้ำพริก ตำส้มตำ แต่ใครจะไปรู้ว่าวงการเครื่องสำอางคำว่า ”ตำ” มันคือการต้องไปซื้อเครื่องสำอางชิ้นนั้นมาครอบรองซะอย่างนั้น กลับมาที่”ตับ”กันดีกว่า ตับ จริงๆแล้วตามพจนานุกรมเลย ก็คือ อวัยวะภายในช่องท้อง ทำหน้าที่ผลิตน้ำดีและโปรตีนบางชนิด

สะสมสารอาหาร ขจัดสารพิษ ตับเกือบจะเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เนื่องจากมันต้องทำหน้าที่หลายๆอย่างแล้ว มนุษย์ยังชอบทำร้ายมันอีกด้วยการที่เรากินเหล้ากินเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั้นส่งผลโดยตรงต่อตับเป็นอย่างมาก มันอาจจะดูไม่เป็นอะไรในระยะสั้นแต่หากวันใดวันหนึ่งที่มันอยากหยุดทำงานขึ้นมา เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยหากเราไม่ใส่ใจ

เพราะมันเป็นอวัยวะภายในเราไม่มีวันเห็นมันผิดปกติได้ด้วยตาเปล่า พูดกันตามความจริง ในแต่ละวัน เรานึกถึงตับน้อยมากด้วยซ้ำ แทบจะไม่นึกถึงเลยหากไม่มีใครมาถาม หรืออ่านเจอ หรือได้ยิน เราก็จะไม่มีวันนึกถึง ความหมายของมัน ประโยชน์ของมัน หรือหน้าที่ของมันซึ่งทุกคนรู้จัก แต่หลายคนก็ได้ทิ้งมันไว้ตอนเรียนจบมัธยมเรียบร้อยแล้ว

บทความนี้จึงอยากให้ทุกคนได้นึกถึงตับกันบ้างไม่อยากให้ลืมอวัยวะสำคัญสิ่งนี้ ไม่อยากให้คิดว่า ”ตับ” ก็คือ ”ตับ” แล้วจบไป แต่อยากให้นึกไว้ว่า”ตับ”มันดูแลเราอยู่ 24 ชั่วโมง ถ้าหากเป็น ไขมันพอกตับ ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้น