bookmark_borderทำความรู้จัก ‘มะเร็งกล่องเสียง’ กันดีกว่า

มะเร็งกล่องเสียง เจอเร็ว รักษาได้
จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งกล่องเสียง หากไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง มักจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี เพราะมะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะไปอุดกล่องเสียงทำให้การหายใจติดขัดไม่สะดวก และอวัยวะที่อยู่ใหล้เคียง ได้แก่ หลอดเลือดแดงใหญ่ของลำคอก็โดนมะเร็งลุลามทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือลุกลามไปกดหลอดอาหาร ทำให้การกลืนอาหารเป็นไปได้ยากหรือไม่สามารถทำได้ เป็นต้น แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ก็สามารถช่วยให้หายขาด และพูดได้เป็นปกติ หรือแม้ในรายที่เป็นระยะลุกลาม และได้รับการผ่าตัดกล่องเสียง ก็มักจะมีชีวิตยืนยาว และสามารถฝึกพูดจนสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้

การรักษามะเร็งกล่องเสียง
ในการจะรักษา ลำดับแรกเลยคือผู้ป่วยต้อองรู้ตนเอง หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรรีบมาพบแพทย์ เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียง แพทย์จะให้การรักษา โดยแนวทางการรักษาเป็นดังต่อไปนี้

หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกล่องเสียงเป็นระยะแรกเริ่ม คือ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ฉายรังสี หรือเลือกที่จะผ่าตัดไปเลย ซึ่งต้องเลือกเพียงวิธีเดียว ซึ่งผลของการรักษาต้องได้เท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้การฉายรังสีรักษามะเร็งกล่องเสียงจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าตรงที่เป็นการให้รังสีกำลังสูง เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง สามารถใช้รักษามะเร็งกล่องเสียงระยะแรกให้หายขาดได้ และไม่ทำลายกล่องเสียง ทำให้ผู้ป่วยสามารถพูดได้เป็นปกติ ส่วนในการผ่าตัด มักจะผ่าตัดกล่องเสียงออกบางส่วนเท่านั้น หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถพูด และกินอาหารได้ตามปกติ โดยอาจมีเสียงแหบบ้าง

ถ้าเป็นระยะลุกลาม คือ ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ที่ยังไม่มีการแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต ด้วยความที่เป็นระยะลุกลามแล้ว การรักษาจะเป็นการใช้การรักษาร่วมกัน หลายๆ วิธี โดยอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดกล่องเสียงแบบตัดออกทั้งหมด รวมทั้งจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองที่มีอาการโต หรืออวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมไปกับการฉายรังสี นอกจากนี้บางรายที่เข้าสู่ระยะลุกลามแบบหนักมากๆ โดยอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย เพื่อให้การฆ่าเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น  ทั้งนี้ด้วยการรักษาอย่างหนักหน่วงนี้จะทำให้หลังผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยจะพูดไม่ได้เป็นปกติ แต่สามารถจะรับประทานอาหารได้ปกติในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยยังคงจะต้องฝึกการพูดแบบไม่มีกล่องเสียง โดยการกลืนลมเร็ว ๆ แล้วเอาลมจากกระเพาะอาหารย้อนผ่านหลอดอาหารออกมาเป็นเสียง (esophageal speech) หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพูด (electrolarynx) ซึ่งเป็นเครื่องแปลงการสั่นของกล้ามเนื้อเป็นเสียง หรืออาศัยรูที่เจาะระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร

ทั้งนี้ แพทย์หู คอ จมูก, แพทย์รังสีรักษา และแพทย์อายุรกรรมด้านมะเร็ง จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางวิธีการรักษา โดยประเมินจากความรุนแรง และ ระยะของมะเร็ง, ความพร้อมในด้านต่างๆ ของสถาบันที่ให้การรักษา รวมถึงสภาพของผู้ป่วยด้วย

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งกล่องเสียง
ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันมะเร็งกล่องเสียงได้ 100% แต่ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งระคายเคือง เช่น ใยหิน นิกเกิล ฝุ่นไม้ กรดกำมะถัน ควัน สารเคมี มลพิษ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท รวมทั้งผักและผลไม้
  • ดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตามอาการเริ่มแรกของการป่วยเป็นมะเร็งกล่องเสียง ผู้ป่วยมักมีอาการเสียงแหบเป็นสำคัญ ถ้าหากผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการเสียงแหบ หรือมีอาการเจ็บคอยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ชายสูงอายุที่ มีประวัติสูบบุหรี่จัด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมมานาน ควรรีบไปพบแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อช่วยให้สามารถตรวจพบมะเร็งระยะแรก ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

bookmark_borderฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยอะไร

การเล่นกีฬาและออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพกายใจแข็งแรง โดยทั่วไปแพทย์แนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ วันละ 10-30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน แต่สำหรับบางคนการออกกำลังกายให้ได้ตามเป้ากลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจมี ความขี้เกียจ หรือความเบื่อหน่าย เข้ามาเป็นอุปสรรคที่ทำให้คุณหมดไฟ หรือหมดสนุกกับการออกกำลังกาย แต่ปัญหานี้จะหมดไป หากคุณรู้จักกับตัวช่วยดีๆ อย่างการ ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย ที่นอกจากจะช่วยแก้เบื่อได้แล้ว ยังช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมายเลยทีเดียว

ข้อดีของการฟังเพลงตอนออกกำลังกาย
1. ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้หนักขึ้น
หากออกกำลังกายแล้วรู้สึกเบื่อ หรือออกกำลังกายได้แป๊บเดียวก็เหนื่อย ให้คุณลองสร้างเพลย์ลิสต์เพลงสำหรับออกกำลังกายเอาไว้และเปิดฟังตอนออกกำลังกายครั้งต่อไปดู เพราะมีผลการวิจัยระบุว่า ผู้ที่ฟังเพลงตอนออกกำลังกายสามารถออกกำลังกายได้หนักขึ้น อีกทั้งการฟังเพลงยังช่วยให้สามารถออกกำลังกายซ้ำๆ หรือออกกำลังกายประเภทฝึกความอึดหรือฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้หนักและนานขึ้น โดยที่คุณรู้สึกเหนื่อยช้าลงด้วย

2. ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า อาสาสมัครที่ฟังเพลงตอนออกกำลังกายมีระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) หรือสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อของ “ฮอร์โมนรู้สึกดี” สูงขึ้น จึงทำให้ออกกำลังกายแล้วรู้สึกอารมณ์ดี

3. ทำให้จิตใจสงบ
เพลงที่มีจังหวะ หรือช่วงความเร็วคงที่ อยู่ที่ 80-115 ครั้งต่อนาที (BPM) เช่น เพลงบัลลาด เพลงคลาสิก สามารถช่วยให้หัวใจคุณเต้นช้าลง และช่วยลดความวิตกกังวลก่อนลงสนาม ออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง หรือเล่นกีฬาต่างๆ ได้ ไม่ใช่แค่จังหวะดนตรี แต่เนื้อเพลงและความรู้สึกที่คุณมีต่อเพลงนั้นๆ ก็สามารถช่วยให้คุณผ่อนคลายและรู้สึกสงบได้เช่นกัน

4. ช่วยให้ร่างกายทำงานประสานกันมากขึ้น
เสียงเพลงไม่ได้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายเฉพาะตอนที่คุณเต้นเท่านั้น ไม่ว่าจะออกกำลังกายประเภทใด หากคุณฟังเพลงไปด้วย จะช่วยให้ร่างกายของคุณเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นจังหวะ และทำงานประสานกันได้ดีมากขึ้น จากการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยเพิ่มคลื่นไฟฟ้าในสมองส่วนที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างสัมพันธ์กัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงเพลงถึงช่วยให้คุณทำท่าในคลาสแอโรบิก หรือ HIIT ตามผู้ฝึกสอนได้ง่ายขึ้น

5. ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย… เวิร์กเอาท์ได้สนุกกว่า
หากใครเคยเข้าคลาสออกกำลังกายที่มีเพลงประกอบเร้าใจ เช่น คลาสปั่นจักรยาน ก็คงจะทราบดีว่า การฟังเพลงสามารถช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของคุณจากการออกกำลังกายสุดโหด ช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น และสนุกขึ้นแค่ไหน จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีอาสาสมัครเข้าร่วมจำนวน 34 คนพบว่า การฟังเพลงตอนออกกำลังกายช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนานกว่าการดูคลิปแบบไม่ฟังเสียงเสียอีก

6. ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บ
งานศึกษาวิจัยในอาสาสมัครที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งอาชีพจำนวน 26 คนพบว่า การฟังเพลงที่มีจังหวะในช่วง 130-200 ครั้งต่อนาที (BPM) จะทำให้นักวิ่งเร่งและชะลอฝีเท้าไปตามจังหวะเพลง แต่หากเลือกเพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้นเป็นช่วง 160-180 ครั้งต่อนาที (BPM) การวิ่งแต่ละก้าวจะสั้นลง จึงช่วยลดแรงกด และแรงกระแทก รวมไปถึงช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

7. ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
งานวิจัยในอาสาสมัคร 60 คนพบว่า การฟังเพลงช้าหลังจากออกกำลังกายเสร็จ สามารถช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจ และระดับความดันโลหิตลดลง ทั้งยังทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วกว่าการฟังเพลงเร็ว หรือการนั่งพักในที่เงียบๆ นอกจากนี้การเลือกเพลงที่เหมาะสมยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดผลกระทบจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

bookmark_borderอย่านิ่งนอนใจ 4 โรคร้ายของผู้หญิง

คุณผู้หญิงที่มีสุขภาพดี ไม่ควรมีอาการผิดปกติใดๆ ขณะมีระดู แม้บางท่านอาจจะมีอาการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือนได้บ้าง แต่ไม่ควรรุนแรงมากมายนัก

แต่ถ้าคุณผู้หญิงมีอาการเหล่านี้
อาการปวดระดูจนต้องนอนพัก หยุดงาน หรือต้องรับประทานยาแก้ปวด หรือมีอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย
มีระดูมาก อาจมีอาการอ่อนเพลียหรือซีดร่วมด้วย
ปัสสาวะบ่อย จนในยามค่ำคืนต้องลุกมาถ่าย 2-3 ครั้ง
ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะปวดมากขึ้นถ้านอนหรือนั่งในบางท่า
“อย่าได้นิ่งนอนใจ! เพราะนั่นหมายถึงว่า คุณอาจมีโรคใดโรคหนึ่งที่จำเป็นต้องรักษา”

1) โรคเนื้องอกมดลูก
โรคเนื้องอกมดลูกเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดของคุณผู้หญิง เซลล์กล้ามเนื้อบางตำแหน่ง แบ่งตัวและเจริญจนเป็นก้อนแทรกในชั้นกล้ามเนื้อ เรายังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้ แต่พันธุกรรมน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง บางครอบครัวเป็นทุกคนตั้งแต่แม่และลูกสาวทุกคน แม้จะไม่ใช่โรคร้าย แต่คุณผู้หญิงบางรายอาจจะมีอาการรุนแรงได้ อาการต่างๆ ของโรคนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก

คุณผู้หญิงจะรู้สึกอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายจากภาวะซีด

เนื้องอกที่อยู่ใต้เยื่อบุโพรงมดลูก จะทำให้ระดูออกมากและมีระดูหลายวัน
เนื้องอกที่อยู่ด้านหน้าใต้กระเพาะปัสสาวะ จะกดกระเพาะปัสสาวะทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย บางรายอาจมีอาการปัสสาวะลำบาก
เนื้องอกที่อยู่ด้านหลัง จะกดลำไส้ใหญ่จนเกิดอาการท้องผูก
เนื้องอกที่ขยายไปทางด้านข้าง อาจจะไปกดท่อไตมีผลทำให้การทำงานของไตเสียได้
เนื้องอกที่ด้านบนของมดลูก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการและตรวจพบเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่มากแล้ว

2) ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่และช็อกโกแลตซีสต์
ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ พบได้บ่อยมากในสตรีวัยเจริญพันธุ์ โรคนี้เกิดมากับเลือด ระดู ร้อยละ 90 ของสตรีจะมีเลือดไหลย้อนเข้าสู่อุ้งเชิงกรานขณะมีระดู เซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกของคุณผู้หญิงบางท่านไม่ตาย จะเจริญต่อไปจนเกิดเป็นภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในอุ้งเชิงกราน ประมาณว่า ร้อยละ 10 ของคุณผู้หญิงวัยนี้จะเป็นโรคนี้ เหตุผลเพราะว่าคุณผู้หญิงในปัจจุบันมีระดูเร็วและมีระดูนาน กว่าจะแต่งงานและมีลูกก็มีระดูไม่น้อยว่า 10-20 ปี โอกาสเป็นโรคนี้จึงมีมาก ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกรานต่อมาเกิดถุงน้ำเล็กๆ ที่มีของเหลวเหมือน Chocolate ค่อยๆ เบียดเนื้อรังไข่ และขยายใหญ่จนเป็นถุงน้ำขนาดใหญ่ขึ้นเป็นช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) โรคเหล่านี้มีอาการปวดระดูมากเป็นอาการสำคัญ เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ ปวดเรื้อรังที่มีอาการปวดทุกวันเป็นเวลานาน ถ้าโรคกระจายไปกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่จะมีอาการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด บางรายอาจมีอาการของลำไส้แปรปรวนได้ คุณผู้หญิงจำนวนมากที่มีโรคนี้จะมีภาวะมีบุตรยากด้วย

3) ถุงน้ำหรือซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cyst)
ถุงน้ำที่รังไข่เป็นถุงน้ำที่เกิดจากเซลล์ในรังไข่เอง ถุงน้ำรังไข่แบบนี้ที่สำคัญพบได้ 2 ชนิด คือ

ถุงน้ำที่เกิดจากเซลล์ผิวของรังไข่ (Epithelial Cell)
ถุงน้ำที่เกิดจากเซลล์ผิวหนัง (Dermoid Cyst)
โดยทั่วไปในระยะแรกจะไม่มีอาการ แต่ถุงน้ำจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้น เมื่อถุงน้ำใหญ่ขึ้นจนแกว่งตัวได้ ก็มีโอกาสบิดขั้วที่รังไข่ของคุณผู้หญิงได้ จะเกิดอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน

ในระยะแรกจะปวดเป็นพักๆ และอาการปวดหายไปได้ ถ้าการบิดขั้วหมุนกลับไปสู่ตำแหน่งปกติ แต่อาการปวดจะรุนแรงขึ้น จนกระทั่งปวดไปทั่วท้อง เมื่อการบิดขั้วรุนแรงมากจนทำให้รังไข่คั่งเลือด ในระยะนี้คุณผู้หญิงจะปวดมากจนทนอาการปวดไม่ไหวต้องมาพบแพทย์แบบฉุกเฉิน

4) โรคมดลูกโตจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Adenomyosis)
โรคนี้ยังไม่มีชื่อเฉพาะในภาษาไทย ชื่อในภาษาอังกฤษคือ Adenomyosis เป็นโรคที่มีเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก (คล้ายกับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญในอุ้งเชิงกราน) เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญและสลายตามรอบระดู

ขณะมีระดูเซลล์เหล่านี้จะสลายเกิดการอักเสบในชั้นกล้ามเนื้อ กระตุ้นให้เกิดการบีบรัดตัวของมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดระดู หลังหมดระดูเกิดพังผืดในบริเวณชั้นกล้ามเนื้อนี้ ภาวะนี้เกิดซ้ำๆ ในแต่ละรอบระดู ทำให้มดลูกใหญ่ขึ้น เป็นรูปทรงกลม และอาการจะรุนแรงขึ้นได้ นอกจากคุณผู้หญิงจะมีอาการปวดระดูแล้ว ระดูมามากก็เป็นอาการที่พบบ่อยร่วมด้วย ในรายที่รุนแรงจะมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดหน่วง หรืออาการปวดคล้ายปวดระดูเกือบทุกวัน

แม้จะไม่ใช่โรคร้ายหรือมะเร็ง แต่โรคทั้ง 4 ตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถก่อให้เกิดอาการที่มีผลต่อสุขภาพในระดับต่างๆ บางกรณีคุณผู้หญิงอาจไม่มีอาการ แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดต่ออันตรายต่อสุขภาพอย่างมากได้ในภายหลัง

ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเพียงข้อหนึ่งข้อใดควรพบสูติ-นรีแพทย์ หรือแม้ว่าไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ควรตรวจสุขภาพทุกปี และด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการตรวจภายใน ในการตรวจหาภาวะหรือโรคดังกล่าว คุณผู้หญิงจึงไม่มีความเจ็บปวดสบายใจในการตรวจได้

แนวทางรักษาโรค
แนวทางการรักษาโรคทั้ง 4 นั้นจะใช้การผ่าตัดรักษา เช่น การเลาะถุงน้ำ การเลาะเนื้องอกมดลูก การตัดรังไข่ และการตัดมดลูก โดยการผ่าตัดแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับชนิดของโรค อายุของคุณผู้หญิงและความต้องการการมีบุตรในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณผู้หญิงอายุพอสมควร (วัย 40 ปีหรือกว่านั้น) เป็นเนื้องอกมดลูก การตัดมดลูก เป็นการผ่าตัดที่เหมาะสม แต่ถ้าอายุยังน้อย (30 กว่าปีหรือน้อยกว่า) ต้องการมีบุตรในอนาคต แต่เป็นช็อกโกแลตซีสต์ การผ่าตัดที่เหมาะสม คือการเลาะถุงน้ำ เป็นต้น การผ่าตัดในปัจจุบัน นิยมใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งเจ็บปวดน้อยมากระหว่างและหลังการผ่าตัด นอนโรงพยาบาลสั้น และฟื้นตัวไปทำงานได้เร็ว เพียง 1 สัปดาห์ ก็สามารถกลับไปทำงานได้

bookmark_borderโรคนอนไม่หลับ โรคร้ายของใครหลายคน

เคยชินกับการนอนดึกเป็นประจำ แต่รู้หรือไม่ว่า? การนอนดึกนั้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณทั้งในระยะสั้น และระยะยาวเลยนะครับ ซึ่งบางคนก็ทำงานหนักจนไม่เวลาพักผ่อน หรือไม่ยอมดูแลตัวเอง เลยทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา และบางอาการก็อันตรายกว่าที่คุณคิดอีกด้วย !! วันนี้เพนกวิน Frank จึงขอรวบรวมอาการยอดฮิตที่เกิดจากนอนน้อย มาฝากทุกคนกัน ว่าแต่จะมีอาการอะไรบ้างนะ ลองมาเช็กดูก่อนครับ

โรคนอนไม่หลับ
1. หากนอนไม่พอ มักมีอาการ “ปวดหัวเรื้อรัง”

เมื่อกล่าวถึง “การนอนดึก” ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวยอดฮิตของคนไทย เนื่องจากการนอนไม่เพียงพอนั้น จะส่งผลทำให้เลือดในสมองไหลเวียนได้น้อยลง เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวตามมา และหากนอนดึกเป็นประจำทุกวัน ก็อาจจะทำให้เกิดอาการ “ปวดหัวเรื้อรัง” แบบไม่รู้ตัว !! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรน จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไป เลยกลายเป็นสาเหตุที่ว่าหลังจากตื่นนอนแล้วมีอาการปวดหัว หรือบางเคสก็หนักจนถึงขั้นเป็นลม เพราะว่าผลมาจากการอดนอนนั่นเอง

2. นอนดึกทุกวัน ทำให้ “อารมณ์แปรปรวน” ง่าย

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักจะติดนิสัยนอนดึก จึงทำให้เกิด “อารมณ์แปรปรวน” ง่ายหลังจากตื่นนอน โดยแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน เช่น ขี้หงุดหงิด ฉุนเฉียว และใจสั่น เป็นต้น เพราะว่าการนอนน้อยจะทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ หรือถ้าอดนอนชนิดรุนแรง ก็อาจจะถึงขั้นป่วยเป็นภาวะทางจิตต่างๆ (Psychosis) ได้แก่ โรคเครียด โรคประสาทหลอน และโรคซึมเศร้า รวมถึงโรคอารมณ์สองขั้ว หรือที่เรียกกันว่า ไบโพลาร์ (Bipolar disorder) อีกด้วย ซึ่งเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ก็คือ มีทั้งอารมณ์ดีกับอารมณ์ไม่ดีอยู่ในเวลาเดียวกัน และจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณในระยะยาวอย่างแน่นอน

3. ยิ่งนอนน้อย ยิ่งเสี่ยงเป็น “โรคหัวใจ”

รู้หรือไม่ว่าการนอนไม่พอ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ นับว่าเป็นโรคร้ายแรงยอดฮิต ที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด ครับ ซึ่งเกิดมาจากสารโปรตีนของตัวเราเข้าไปสะสมในหัวใจ และเกาะตามบริเวณส่วนต่างๆ จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ตามปกติ และออกซิเจนก็ไหลผ่านน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หืดหอบง่าย และหายใจไม่สะดวก อีกทั้งยังทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่กำลังนอนดึก หรือนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ ก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่าคนอื่นครับ

4. อาการ “ลำไส้แปรปรวน” มักมาจากการอดนอน
หากคุณนอนหลับไม่เพียงพอ แน่นอนว่าจะทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณทำงานผิดปกติ เนื่องจากนาฬิกาชีวิตเปลี่ยนไป จะรู้สึกเหมือนท้องอืด จุดเสียด และอาหารไม่ย่อย จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ครับ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้ลำไส้เกิดการบีบตัว และขับถ่ายยากกว่าปกติ หรือที่เราเรียกกันว่า ท้องผูก นั่นเอง ถ้าไม่ดูแลตัวเองด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ก็อาจจะกลายเป็นผู้ป่วย “โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)” ได้เช่นกัน

5. เมื่อนอนดึก ส่งผลให้ “น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น”

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยได้ยินกันว่า การนอนดึก จะทำให้เป็นโรคอ้วน โดยผลวิจัยชี้ว่า การนอนดึกจะมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว เพราะเนื่องจากร่างกายจะหลั่งสารฮอร์โมนที่เรียกกันว่า “เกรลิน (Ghrelin)” จึงทำให้กระตุ้นความรู้สึกหิว อยากอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลมากขึ้น เมื่อรับปริมาณอาหารมากจนเกินไป ร่างกายก็จะสะสมไขมัน และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด “โรคเบาหวาน” อีกด้วย ถึงแม้จะนอนน้อยเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง ก็มีโอกาสเสี่ยงทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบกินอาหารตอนดึกเป็นประจำ

6. นอนไม่หลับ จะยิ่งทำให้ “สมองเฉื่อยชา”
เคยสังเกตไหม? เมื่อเรานอนไม่หลับ แล้วตื่นขึ้นมาจะรู้สึกมึนงง และเฉี่อยชา อาการดังกล่าวเป็นผลจากระบบการทำงานของสมอง และร่างกายทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น “สมองส่วนด้านหน้า (prefrontal cortex)” หรือ “สมองตรงบริเวณกลีบขมับ (Temporal lobe)”ทั้งหมดนี้ก็จะมีผลทำให้เซลล์สมองได้รับความเสียหาย เกิดการเรียนรู้ช้าลง และไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ ยิ่งถ้าคุณนอนไม่พอเป็นประจำ ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ ได้นั่นเอง

7. ป่วยเป็น “ไข้หวัด” เกิดจากการนอนไม่พอ
อาการที่เริ่มพบบ่อยสุด หลังจากร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นั่นก็คือ “โรคไข้หวัด” ครับ สาเหตุก็มาจากร่างกายอ่อนแอ เพราะไม่ได้พักผ่อน เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส และเเบคทีเรียต่างๆ จึงทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ คัดจมูก หรือมีน้ำมูกตลอดเวลา ซึ่งบางรายก็มีภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคต่างๆ เช่น ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น ยิ่งถ้าร่างกายไม่แข็งแรงพอ ก็อาจจะทำให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่อีกด้วย และอาการก็จะหนักกว่าไข้หวัดธรรมดา แนะนำว่าพบแพทย์ และพักผ่อนให้เพียงพอดีกว่าครับ

8. นอนดึกบ่อย อาจเป็น “โรคนอนไม่หลับ” ได้
รู้หรือไม่ว่า? ถ้าเรานอนดึกอยู่บ่อยๆ จะทำให้กลายเป็น “โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)” ได้เช่นกัน ถือเป็นอาการอย่างหนึ่งที่ร่างกายอยากจะพักผ่อน แต่มักจะตาค้างนอนไม่หลับอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ร่างกายปรับสภาพให้นอนยากขึ้นกว่าเดิม เช่น บางคนอาจจะต้องใช้เวลานานเกินกว่า 20 นาที ถึงจะสามารถหลับได้สนิท หรือบางคนก็มักจะสะดุ้งตื่นตอนกลางคืนครับ ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ ก็อาจจะส่งผลทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังได้ โดยอาการนอนไม่หลับนั้น ยังส่งผลต่อระบบสมอง และระบบประสาทในระยะยาวอีกด้วย

 

bookmark_borderโรคเข่าเสื่อม อาการเตือน ต้องระวัง

จริงๆ แล้วการเกิดโรคเข่าเสื่อม ถ้าไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้น (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป) กรรมพันธุ์หรืออุบัติเหตุ ก็สามารถเกิดจากพฤติกรรมที่เราทำอยู่ทุกๆ วันโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน งั้นมาลองสังเกตตัวเองดูสักหน่อยว่ามีอะไรเป็นสัญญาณเตือนว่าเข่ากำลังจะเสื่อมอยู่บ้าง

สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมประจำวัน

  • ส่วนใหญ่มักจะมีอาการผิดปกติเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจไม่ทันได้ใส่ใจหรือสังเกตตัวเองนัก ซึ่งหากรู้ตัวแต่เนิ่นๆ และปรึกษาแพทย์ก็น่าจะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น

มีอาการปวดข้อ

  • บางคนแค่เดินบนพื้นราบก็ปวดเข่าแล้ว หรือบางคนจะรู้สึกปวดมากขึ้นเวลาขึ้นหรือลงบันไดที่ต้องทิ้งน้ำหนักที่เข่ามากกว่าปกติ หรือบางกรณีอาจจะเป็นเฉพาะเวลากลางคืน ปวดจนทำให้นอนหลับไม่ดีหรือนอนหลับไม่ได้ไปเลยก็มี บางคนนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบแล้วอาการจะปวดมากจนไม่สามารถนั่งอยู่ในท่าเหล่านั้นได้ หรือในบางรายต้องกดที่เข่าถึงจะรู้สึกปวด เป็นต้น

มีเสียงดังลั่นที่ข้อเข่า

  • บางคนจะเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอนใหม่ๆ รู้สึกข้อฝืดๆ ขยับลำบากกว่าช่วงเวลาอื่น บางคนอาจจะรู้สึกเวลาขยับเข่าและเป็นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่ง และอาจจะไม่ได้เป็นสม่ำเสมอตลอดเวลา บางคนเมื่อไหร่ที่ต้องนั่งพับเพียบจะรู้สึกเข่าตึงๆ ฝืดๆ ขยับข้อเข่าได้ไม่ปกติก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน แต่อาจจะยังเป็นไม่มากจนทำให้มีเสียงดังลั่นในข้อ

ใช้ชีวิตประจำวันลำบากขึ้น

  • เช่น บางคนยืนอาบน้ำนานๆ ไม่ได้เพราะปวดเข่า จนทำให้ต้องใช้วิธีนั่งอาบน้ำ หรือบางคนขึ้น-ลงบันไดหลายๆ ขั้นไม่ไหว หรือเดินเป็นระยะทางไกลๆ ไม่ค่อยได้ หรือบางคนมีปัญหาหนักถึงขนาดลำบากในการใส่หรือถอดกางเกง หรือบางคนนั่งนานๆ แล้วลุกไม่ไหว ต้องมีคนมาช่วยพยุง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเมื่อรู้ตัวว่าเข่าไม่ปกติ ส่วนใหญ่มักจะละเลย คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงไม่ค่อยทำการรักษาหรือพบแพทย์ แต่การปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้ลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ ในขณะที่หากทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อมตามมา ฉะนั้นหมั่นสังเกตตัวเอง หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบพบแพทย์จะดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการติดต่อกันมาสักระยะหนึ่งแล้วยังไม่ดีขึ้น