bookmark_border3 เทคนิคการบริหารดวงตาจากอาการอ่อนล้า

เทคนิคการบริหารดวงตา เนื่องจากการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้ เต็มที่ไปกับการทำงานเป็นส่วนใหญ่ และแน่นอนว่าหลาย ๆ คนนั้นมักที่จะมีพฤติกรรมการนั่งจ้องบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบต่อสายตา

ซึ่งการที่เราใช้วานสายตามากเกินไป โดยเฉพาะการใช้สายตาเพ่ง หรือจ้องแสงที่อาจเป็นตัวทำร้ายสายตาของเรา ซึ่งก็จะยิ่งทำให้สายตาของเรานั้นเสื่อมได้ง่าย รวมไปถึงอาจทำให้เรารู้สึกมีอาการตาแห้ง สายตาอ่อนเพลียได้นั่นเอง

เพราะโดยทั่วไปแล้ว ดวงตาของเรา ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องดูแลสุขภาพดวงตาของตนเองให้ดีอยู่เสมอ

เพื่อรักษาดงตาของเราให้ใช้งานได้นานมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้หลาย ๆ คนนั้นมักที่จะมีพฤติกรรมการทำร้ายดวงตาของตนเอง และมีที่จะมีอาการปวดเมื่อตามดวงตา

ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการบริหารดวงตาเมื่อรู้สึกปวด หรือ  เครื่องช่วยฟังตัดเสียงรบกวน   มีอาการล้า ซึ่งก็เป็นวิธีการบริหารดวงตาเบื้องต้น จะมีเทคนิคไหนกันบ้างที่สามารถรักษาดวงตาของเราได้ไปดูกันเลย 

1.การมองวัตถุรอบ ๆ ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกปวดเมื่อยรอบดวงตา ทางที่ดีเราควรที่พัก หรือบริหารดวงตาของเราเองด้วยการมองวัตถุรอบ ๆ ตัว เพื่อเป็นการพักสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามมองหาวัตถุรอบตัวสลับกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้ หรือระยะไกลเองก็ตาม เพื่อเป็นการบริหารดวงตาของเราเบื้องต้นนั่นเอง ทำแบบนี้ซ้ำไปมาประมาณ 10-15 นาทีเพียงแค่นี้ก็สามารถรักษาสุขภาพดวงตาของเราได้แล้ว

2.การประคบด้วยฝ่ามือ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การที่เรามีอาการปวดเมื่อยตามดวงตา หากเราใช้มือประคบเพื่อบริหารดวงตานั้นถือเป็นวีที่มีประสิทธิภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นท่าบริหารดวงตาที่สบาย ๆ แถมยังทำให้เราได้เอนหลังพักอีกด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะเอามือไปประคบเราควรที่จะถูมือทั้งสองข้างให้รู้สึกอุ่น ๆ หลังจากนั้นค่อยมาประคบลงที่บริเวณรอบ ๆ ดวงตาเพื่อเป็นการบริหารดวงตาให้รู้สึกผ่อนคลาย 

3.การกะพริบตา วิธีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ดวงตาของเรารู้สึกผ่อนคลายได้ เพราะโดยปกติแล้วหากเรานั่นอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานาน อาจทำให้หลายคนไม่ค่อยได้กะพริบตา ดังนั้น วิธีนี้จึงเป็นหนึ่งในวิธีการบริหารดวงตาที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ แถมยังไม่ทำให้ตาของเรารู้สึกแห้ง ได้อีกด้วย สำหรับใครที่มักที่อาการปวดเมื่อยรอบดวงตา ลองพักสายตา และกะพริบตาบ่อย ๆ วิธีนี้จะช่วยได้อย่างแน่นอน

bookmark_border3 วิธีลดรอยย่นบนใบหน้า

ปัญหาของหนุ่ม ๆ สาวๆส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องของริ้วรอยบนใบหน้าหรือรอยย่นบนใบหน้ากันอย่างแน่นอน เพิ่งรู้หรือไม่ว่าการที่เรามีรอยัลรอยเหี่ยวบนใบหน้า ตอนอายุยังน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้หลายคนนั้นเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตได้ แถมยังไม่กล้าออกไปข้างนอกไม่กล้าสู้หน้าผู้คนในสังคมอีกด้วย

ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นปัญหาที่ทำให้หลายๆคนนั้นหนักใจกันเป็นอย่างมากและมักที่จะมองหาวิธีที่จะกำจัดรอยย่นหรือริ้วรอยบนใบหน้าออกไปอย่างถาวร และในสมัยนี้มีวิธีการมากมายที่จะสามารถลดริ้วรอยหรือรอยย่นบนใบหน้าของเราได้ที่ไม่เพียงแต่ใช้ครีมบำรุงผิวหรือต้องเข้าคอร์สคลินิกราคาแพง     

เครื่องช่วยฟังตัดเสียงรบกวน    เพราะมีวิธีการดูแลบำรุงผิววิธีธรรมชาติที่หลายๆคนนั้นมักจะมองข้ามไป ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลบำรุงผิวพรรณของตนเอง

และมักที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลรักษารอยย่นหรือริ้วรอยบนใบหน้า วันนี้เราก็จะมาแนะนำวิธีการลดริ้วรอยหรือรอยย่นบนใบหน้า รับรองได้เลยว่าวิธีดังกล่าวหากเราทำเป็นประจำนั้นจะทำให้ผิวของเราแลดูสุขภาพดีและอ่อนกว่าวัยได้อย่างแน่นอน จะมีวิธีไหนกันบ้างไป  3 วิธีลดรอยย่นบนใบหน้า  ดูกันเลย

1.ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน แน่นอนว่าครีมกันแดดถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะช่วยดูแลบำรุงผิวของเราให้ดีขึ้นได้แถมยังช่วยป้องกันการ มันถูกทำลายของผิวอีกด้วย ซึ่งหากเราอยากมีผิวหน้าที่แลดูขาวกระจ่างใสหรือไม่มีริ้วรอยเราก็ควรที่จะทาครีมกันแดดทุกครั้งถึงแม้ว่าเราจะอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอกเองก็ตาม ควรที่จะเลือกทางไหนปริมาณที่เหมาะสมเพื่อเป็นเกราะ ป้องกันผิวของเรานั่นเอง

2.การจัดการกับความเครียด หลายคนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่าความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายรวมไปถึงปัญหาผิวต่างๆอีกด้วยยิ่งถ้าเรามีความเครียดสะสมเป็นเวลานานจะยิ่งทำให้ผิวหน้าของเราแลดูแก๊กกว่าวัยแถมยังเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ง่ายอีกด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าเราควรที่จะจัดการกับความเครียดของตนเอง หรือทางที่ดีการไม่เครียดถือเป็น ปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต

3.การทามอยเจอไรเซอร์ สิ่งสำคัญในการดูแลผิวให้สุขภาพดีนั้นขาดไม่ได้เลยก็คือมอยเจอไรเซอร์ เพราะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชนิดนี้ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราได้ ยังสามารถช่วยลดรอยย่นหรือลดการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าของเราได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

bookmark_borderปริมาณความสุขในการกินจำแนกตามหมวดอาหาร

ปริมาณความสุขในการกิน เพื่อพิจารณาความถี่ของการบริโภค เราคำนวณและปรับขนาดความสุขในการรับประทานอาหารแบบสัมบูรณ์ตามคะแนนรวมทั้งหมด ผักมีส่วนทำให้เกิดความสุขสูงสุด รองลงมาคือของหวาน ผลิตภัณฑ์จากนม และขนมปัง การจัดกลุ่มอาหารแสดงให้เห็นว่าผักและผลไม้มีสัดส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของคะแนนความสุขในการกินทั้งหมด

ดังนั้นจึงมีส่วนสำคัญในความสุขที่เกี่ยวข้องกับการกิน ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช เช่น ขนมปัง พาสต้า และซีเรียล ซึ่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลัก รวมทั้งแป้งและไฟเบอร์ เป็นแหล่งหลักอันดับสองของการกินอย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม ของขบเคี้ยวที่ ไม่ดีต่อสุขภาพซึ่งรวมถึงของหวาน ของทานเล่นรสเค็ม และขนมอบ เป็นแหล่งความสุขที่เกี่ยวข้องกับการกินที่ใหญ่เป็นอันดับสาม

ประสบการณ์การกินความสุขตามประเภทมื้ออาหาร เพื่ออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของอาหารว่างเพื่อความสุขในการกิน ได้ทำการวิเคราะห์ระดับประเภทอาหาร ประสบการณ์การกินความสุขในขณะนั้นแตกต่างกันอย่างมากตามประเภทอาหารที่บริโภค F (4, 1039) = 11.75, p < 0.001. ความถี่ของการบริโภคประเภทมื้ออาหารมีตั้งแต่ของว่างที่เป็นประเภทอาหารที่บันทึกบ่อยที่สุด (n = 332)ไปจนถึงน้ำชายามบ่ายเป็นประเภทอาหารที่บันทึกน้อยที่สุด (n = 27)

แสดงการกระจายตัวที่กว้างภายในรวมทั้งระหว่างประเภทอาหารที่แตกต่างกัน น้ำชายามบ่าย (M = 82.41, SD = 15.26) อาหารเย็น (M = 81.47, SD = 14.73) และของว่าง (M = 79.45, SD = 14.94) มีค่าความสุขในการกินสูงกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่อาหารเช้า (M = 74.28 SD = 16.35) และอาหารกลางวัน (M = 73.09, SD = 18.99) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยความสุขในการกิน

 การเปรียบเทียบระหว่างประเภทมื้ออาหารพบว่าความสุขในการกินขนมมีค่ามากกว่าอาหารกลางวันอย่างมีนัยสำคัญ t(533) = −4.44, p = 0.001, d = −0.38 และอาหารเช้า t(567) = −3.78, p = 0.001, d = − 0.33. อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็เป็นจริงเช่นกันสำหรับอาหารค่ำ ซึ่งทำให้เกิดความสุขในการกินมากกว่าอาหารกลางวัน t(446) = −5.48, p < 0.001, d = −0.50

และอาหารเช้า t(480) = −4.90, p < 0.001, d = − 0.46. ในที่สุด การกินความสุขสำหรับน้ำชายามบ่ายก็มีมากกว่าอาหารกลางวัน t(228) = −2.83, p = 0.047, d = −0.50 การเปรียบเทียบอื่นๆ ทั้งหมดไม่มีนัยสำคัญ t ≤ 2.49, p ≥ 0.093

วิเคราะห์การควบคุม เพื่อทดสอบผลกระทบที่อาจเกิดความสับสนระหว่างความสุขในการกินที่มีประสบการณ์ หมวดหมู่อาหาร และประเภทมื้ออาหาร ได้ทำการวิเคราะห์การควบคุมเพิ่มเติมภายในประเภทมื้ออาหาร การเปรียบเทียบความสุขในการกินที่มีประสบการณ์ในมื้อเย็นและมื้อกลางวัน ชี้ให้เห็นว่าอาหารเย็นไม่ได้กระตุ้นความสุขที่ล้นเกินสำหรับผักโดยเฉพาะ เนื่องจากอาหารที่บริโภคในมื้อเย็นโดยทั่วไปมักสัมพันธ์กับความสุขที่มากกว่าการรับประทานในโอกาสอื่นๆ

ในการรับประทานอาหาร (ตารางเสริม S1) นอกจากนี้ ความถี่สัมพัทธ์ของผักที่บริโภคในมื้อเย็น (73%, n = 180 จาก 245) และในมื้อกลางวันมีค่าใกล้เคียงกัน (69%, n = 140 จาก 203) ซึ่งบ่งชี้ว่าการเชื่อมโยงระหว่างผักแห่งความสุขที่สังเกตได้ดูเหมือนจะไม่ ส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบที่ทำให้เกิดความสับสนประเภทอาหาร

 

สนับสนุนโดย.    เครื่องช่วยฟังตัดเสียงรบกวน