bookmark_borderโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือสารก่อภูแพ้จากสิ่งแวดล้อมซึ่งตามปกติสารเหล่านี้จะไม่มีผลอันตรายต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ  ซึ่งในทางที่กลับกันนั้นผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นจะไวต่อฝุ่น  เชื้อราในอากาศ แพ้เกสรดอกไม้  หรือแม้แต่อาหารที่เรานั้นรับประทานเป็นประจำ  โดยโรคนี้นั้นเป็นโรคที่พบบ่อยมากที่สุดในบ้านเราที่เรานั้นพบปัญหาโรคนี้

โรคภูมิแพ้นั้นเกิดขึ้นจากอะไร  เกิดจากคนในครอบครัวนั้นเป็นภูมิแพ้ 2 ใน 4 คนนั่นหมายความว่า อัตราเสี่ยงของรุ่นต่อไป แล้วเหมือนกับว่าพ่อแม่เป็นก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูง  

สิ่งแวดล้อม ที่อยู่รอบๆตัวเรานั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นภูมิแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจหรือว่ารับประทานอาหารการที่เรานั้นทำงานบ้านเรานั้นก็ต้องเจอสิ่งเหล่านี้หรือว่าออกนอกบ้านก็ต้องเจอสิ่งเหล่านี้  หรือว่าจะเป็นขนแมว หรือว่าขนสุนัก นั้นก็ล้วนทำให้เป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ได้ทั้งนั้น 

บางครั้งก็เกิดจากอาหารให้ลองสังเกตอาหารที่เรานั้นกินว่าแพ้อะไรเพราะบางคนนั้นก็แพ้อาหารทะเลกินเข้าไปแล้วสักพักจะเกิดผื่นแดงคันหรือลมพิษนั่นเองและนอกจากอย่างอื่นที่ทำให้ภูมิแพ้แล้วยังมีปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้มีอาการกำเริบเช่น  อากาศที่หนาวเย็นจนเกินไปอากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันนั้นก็ทำให้มีความเครียด 

อาการของภูมิแพ้นั้นเริ่มจากการสัมผัสกับสารที่ภูมิแพ้เมื่อเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นการสูดดม หรือว่าการสัมผัสกับผิวหนังหรือว่ากินอาหารเข้าไป  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนอง

สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หลังจากที่คนไทยนั้นส่วนมากมีสาเหตุที่จากการแพ้ฝุ่น ส่วนมากจะแพ้ฝุ่นที่อยู่ในบ้านอันอันดับแรก รองลงมาคือแพ้เกสรดอกไม้  และขนสัตว์ นอกจากนี้อาการของภูแพ้นั้นยังสามารถที่จะเพิ่มขึ้นรุ่นแรงได้อีก ถ้าคนที่ป่วยนั้นได้รับการกระตุ้นจาก ควันบุหรี่ หรือว่าอะไรที่มีกลิ่นเหม็นฉุนต่าง  ดังนั้นเพื่อที่ให้รู้แน่ชัดว่าแพ้อะไร ให้ลองผู้ที่ป่วยนั้นลงทดสอบสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้กับผิวหนัง เพื่อที่เรานั้นจะได้หลีกเลี่ยงการที่เรานั้นต้องสัมผัสกับสารดังกล่าว

ไรฝุ่น เรานั้นควรจัดห้องให้โล่ง ไม่วางของจำพวกตุ๊กตา หรือพรม ไว้ในห้องนอน หรือถ้ามีเราควรที่จะซักบ่อยๆเพราะที่เรานั้นกล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นที่ให้เกิดฝุ่นอย่างมาก    และหมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม อย่างเป็นประจำ หรือว่าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง   และเมื่อเรานั้นลุกจากที่นอนนั้นเราควรที่จะหาผ้าที่เป็นใยสังเคราะห์มาคลุมที่นอนเรานั้นเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองนั้นลอดผ่านมาได้

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderสัญญาณอันตรายจากหู

สัญญาณอันตรายจากหู ได้ยินเสียงแบบนี้ต้องไปหาหมอ หูเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายเพราะใช้ในการสื่อสาร ถ้าหูเกิดไม่ได้ยินก็จะมีกระทบต่อการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารลดลง เรามาเช็คกันดูว่าหูของคุณมีอาการแบบนี้หรือไม่ 

1.ได้ยินเสียงตุๆ เหมือนเสียงหัวใจเต้นในหู 

2.ได้ยินเสียงจี๊ดๆ เหมือนจิ้งหลีดร้องในหู 

3.หูดับฉับพลัน

4. ได้ยินเสียงคนพูดกันในหูโดยไม่มีคนอยู่ อาการทั้งหมดนี้คือ 4 สัญญาณอันตรายจากหูที่เป็นแล้วควรไปพบแพทย์ มาดูกันว่าทำไมไม่ควรเพิกเฉยกับ 4 สัญญาณดังกล่าวนี้  

-ได้ยินเสียงตุบๆ เหมือนเสียงหัวใจเต้นแต่ดังอยู่ในหู ให้ระวังความดัน ให้ลองวัดความดันว่าเกิน 180 หรือไม่ ถ้าความดันปกติแต่เสียงตุบๆยังไม่หายไป หรือดังขึ้นเรื่อย ๆ ควรจะตรวจดูความดันในหูชั้นกลาง ถ้าความดันในหูชั้นกลางสูงก็ต้องอาจทำซีทีสแกนสมองเพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นเนื้องอกบางชนิด 

-ได้ยินเสียงจี๊ดๆ เหมือนจิ้งหลีดร้องในหู ถ้าได้ยินเสียงแบบนี้แล้วมีอาการเวียนหัว บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินเสียงเบาลงร่วมด้วย ให้ระวังโรคเส้นประสาทหูเสื่อม ซึ่งโรคประสาทหูเสื่อมนี้เป็นโรคที่คนเป็นกันเยอะ อายุ 30 ต้นๆ ก็เป็นกันได้ ไม่ใช่เป็นในเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น พบบ่อยกับผู้ที่เครียดจัดและรับประทานอาหารรสเค็มจัด 

-ไม่ได้ยินเสียงฉันพลัน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วหูดับหรืออื้อไปเลย ให้ระวังแก้วหูทะลุหรือมีอะไรอุดอยุ่ในรูหู 

-ได้ยินเสียงคนพูดกันในหู โดยที่รอบ ๆตัวไม่มีใครอยู่เลย ถ้าได้ยินเสียงคนคุยกันในหูอย่างชัดเจน หรือบางครั้งมีคนมาชวนเราคุยด้วย เป็นสัญญาณเริ่มต้นของคนไข้จิตเพศ 

ดังนั้นเมื่อเราพบเจอ 4 สัญญาณดังกล่าวนี้ให้รีบพบแพทย์ เพราะหูได้ส่งสัญญาณเตือนมาแล้วว่ามีอะไรที่ผิดปกติไป 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderกลุ่มคนที่เสี่ยงอย่างมากที่จะต้องใช้เครื่องช่วยฟัง

ในปัจจุบันโลกของเรามีมลพิษทางเสียงเยอะขึ้นจากในสมัยก่อนมาก หากเปรียบเทียบกันแล้ว ยิ่งโลกมีวิวัฒนาการมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

เราในฐานะประชาชนพลเมืองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายที่จะมาจากการพัฒนาการเหล่านี้ได้เหมือนกัน มีหลายสถานการณ์ที่หากเราเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว อาจทำให้เรามีปัญหาด้านการได้ยินซึ่งถ้ายังต้องอยู่หรือได้ยินเสียงแบบนั้นเป็นประจำอาจทำให้เรามีอาการหูหนวกและจำเป็นต้องใส่ เครื่องช่วยฟัง เพื่อให้เราได้ยินได้

สำหรับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยฟังคือ

กลุ่มคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้เสียงดัง เช่น โรงงานหลอมเหล็ก โรงงานที่ต้องใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ โรงงานเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งโรงงานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนน้อยที่เรานำมายกตัวอย่าง ยังมีอีกหลายโรงงานที่พนักงานต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียงที่ดังซึ่งจะส่งผลให้หูได้รับการบาดเจ็บภายในและอาจส่งผลต่อการได้ยินได้

กลุ่มพนักงาน Call Center ที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ พนักงานกลุ่มนี้แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง แต่การที่ต้องฟังเสียงนานๆก็มีผลต่อการได้ยินได้ ซึ่งหากพนักงานคนไหนยิ่งไปเพิ่มเสียงในสายให้ดังขึ้นก็จะมีผลต่อระบบหูภายในได้เร็วขึ้น เพราะการฟังเสียงดังนานๆ ถึงแม้เสียงจะไม่ได้ดังเท่ากับกลุ่มที่ทำงานโรงงานแต่เมื่อระบบภายในหูต้องใช้งานอย่างหนักในการฟังเป็นเวลานานทั้งวันเป็นเวลาหลายปี ระบบภายในหูก็อาจได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อการได้ยินได้

กลุ่มคนที่ต้องทำงานตามงานเทศกาลต่างๆ เช่น พวกนางรำ หรือกลุ่มคนที่ต้องเล่นดนตรีในงาน คนพวกนี้มักจะต้องอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ยิ่งหากใครที่ต้องทำหน้าที่อยู่ใกล้กับลำโพงจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อระบบหูมีปัญหาเรื่องการได้ยินเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ในงานรื่นเริงเจ้าภาพมักต้องการเปิดเพลงเสียงดัง ดนตรีดังๆ เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของเครื่องเสียงในงานว่าเยี่ยมยอดแค่ไหน

พระที่วัดก็สุ่มเสี่ยงต่อการต้องใช้เครื่องช่วยฟังเหมือนกัน เพราะบางวัดจะมีการจัดให้มีจุดกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์ วัดไหนที่ไปขอแล้วคนขอสมหวังดังที่ขอไว้ก็จะมีการมาแก้บนและการแก้บนส่วนใหญ่ก็จะมีทั้งการเล่นดนตรี การจุดประทัดแก้บน ซึ่งเสียงที่ดังเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการได้ยินของหูทั้งสิ้น หากยืนอยู่ใกล้ตรงที่เขาจุดประทัดอาจมีอาการหูอื้อและนานไปอาจจะไม่ได้ยินเสียง จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังได้